ฝ้าบนใบหน้าเป็นปัญหาที่พบได้ในทุกเพศทุกวัย รักษายากหรือง่ายขึ้นอยู่กับความตื้นและลึก ฝ้าตื้นมีโอกาสรักษาให้รอยฝ้าจางลงและสภาพผิวดีขึ้นได้ ควรหลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้นหลายอย่างที่ทำให้เกิดฝ้า เช่น แสงแดด และฮอร์โมนในร่างกาย เพราะเมื่อหยุดรักษา ฝ้าจะกลับมาอีก

ฝ้าระดับตื้น

   ในระดับหนังกำพร้าหรือผิวหนังชั้นนอก ฝ้ามีสีน้ำตาลขอบชัด ส่วนใหญ่มักจะมีฝ้าบริเวณโหนกแก้ม รักษาหายได้โดยใช้เวลาไม่นาน โดยใช้ยาทารักษาฝ้าที่มีส่วนผสมของยาบางชนิด เช่น ไฮโดรคิวโนน (Hydroquinone) ซึ่งต้องใช้ภายใต้การควบคุมของแพทย์ เพราะเป็นสารที่มีข้อเสียและควรระวัง

   การลอกฝ้าโดยใช้ยา TCA หรือครีมบำรุงผิวที่มีส่วนผสมของ AHA ทำให้ฝ้าที่เป็นเรื้อรังมานานสีจางลงได้ใน 30-90 วัน ช่วยผลัดเซลล์ผิวเก่าและผลักดันเซลล์ผิวใหม่ขึ้นมาแทน ทำให้ผิวเนียนนุ่นและกระจ่างใสมากขึ้น แต่ผิวหน้าจะไวต่อแสงแดด จึงต้องทาครีมกันแดดป้องกันผิวให้ดี เพื่อไม่ให้มีโอกาสกลับมามาเป็นฝ้าอีก

ฝ้าแบบลึก

   เกิดความผิดปกติในระดับชั้นผิวหนังแท้ การใช้ครีมรักษาฝ้าและยากันแดดช่วยให้ดีขึ้นได้แต่รักษายากกว่าฝ้าชนิดตื้น การรักษาบริเวณที่ลึกประกอบด้วยหลายวิธี เช่น การขัดผิวหนัง การลอกผิว การกรอผิว และการใช้เลเซอร์ ทำให้การรักษาส่งผลเร็วขึ้น ซึ่งมีแนวทางดังนี้

1. การรักษาฝ้าด้วยเครื่องไอออนโตโฟเรซิส

   การรักษาฝ้าด้วยเครื่องไอออนโตโฟเรซิส (Iontophoresis) และเครื่องโฟโนโฟเรซิส (Phonophoresis) ใช้กระแสไฟฟ้าระดับอ่อนผลักยาหรือวิตามินซึมผ่านเข้าสู่ผิวหนังเพื่อให้ฤทธิ์ในการรักษาได้ดีขึ้น ตัวยามักจะเป็นเจลวิตามินซี, เจลอาร์บูติน
และเจลโคจิก หลังการรักษาอาจมีอาการระคายเคืองบ้าง แต่จะมีผลข้างเคียงน้อย การรักษาด้วยวิธีนี้สัปดาห์ละ 1-2 ครั้งจะช่วย
ให้ฝ้าจางลงทีละน้อย

2. วิธีการกรอผิวด้วยเกร็ดอัญมณี

   วิธีการกรอผิวด้วยเกร็ดอัญมณี (Microdermabrasion) ช่วยขจัดเซลล์ชั้นหนังกำพร้าให้ฝ้าแบบตื้นหลุดออกเร็วขึ้น ร่วมกับยาทา เช่น กรดวิตามินเอ และวิตามินซี เพื่อช่วยลดรอยดำจากฝ้ามีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่อาจก่ออาการระคายเคืองบ้างและต้องทำซ้ำหลายครั้ง

3. การลอกหน้าด้วยความเย็นจัด (Cryotherapy)

   การลอกหน้าด้วยความเย็นจัด (Cryotherapy) เป็นเทคนิคที่ใช้รักษาโรคผิวหนังหลายชนิด โดยทำให้เซลล์ผิวหนังและเซลล์สร้างเม็ดสี ถูกทำลาย ทำให้ผิวเป็นรอยขาวขึ้น รอยผิวหนังอย่างฝ้าจะใช้ไนโตรเจนเหลวทำให้ผิวหนังบริเวณนั้นเป็นรอยฝ้าจาง ๆ อาจต้องใช้เวลาพ่นทุก 4-6 สัปดาห์

4. การใช้เข็ดผลักตัวยาเข้าไปใต้ผิวเพื่อรักษาฝ้า

   ฝ้าบนใบหน้าเป็นปัญหาที่พบได้ในทุกเพศทุกวัย รักษายากหรือง่ายขึ้นอยู่กับความตื้นและลึก ฝ้าตื้นมีโอกาสรักษาให้รอยฝ้าจางลงและสภาพผิวดีขึ้นได้ ควรหลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้นหลายอย่างที่ทำให้เกิดฝ้า เช่น แสงแดด และฮอร์โมนในร่างกาย เพราะเมื่อหยุดรักษา ฝ้าจะกลับมาอีก

 การรักษา ฝ้า กระ และรอยด่างดำต้องใช้เวลา แต่ละคนมีการสนองตอบต่อการรักษาแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับความลึก ระดับความเข้มของฝ้า และปัจจัยการกระตุ้นให้เกิดฝ้าที่แตกต่างกัน

    ที่สำคัญ คือ หลังจากทายาหรือการรักษาด้วยวิธีต่าง ๆ การป้องกันเป็นเรื่องสำคัญ ควรหลีกเลี่ยงแสงแดดและทาครีมกันแดดเพื่อป้องกันผิวจากรังสียูสีก่อนออกแดด 30 นาทีทุกครั้ง ควรรับประทานผักและผลไม้ที่อุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระเพื่อเสริมสร้างผิวใหม่ให้แข็งแรงและลดการเป็นฝ้าซ้ำ

เรียบเรียง และเขียนโดย SC Skinclub (ไม่อนุญาตให้คัดลอกเนื้อหาไม่ว่าส่วนหนึ่งส่วนใด)

Mr. SC BeautyGuru

Leave a Reply